หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา – ประวัติความเป็นมา
– Corporate Social Responsibility (CSR)
– รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ
บริการ
ตัวอย่างผลงาน – หนังสือปกแข็ง
– หนังสือเล่ม
– รายงานประจำปี
– ปฏิทิน
– วารสารและจดหมายข่าว
– แค๊ตตาล็อก โบรชัวร์ แผ่นพับ
– บรรจุภัณฑ์
ความรู้เรื่องงานพิมพ์ – ความหมาย และความเป็นมาของกระดาษ
– วิวัฒนาการของการพิมพ์
– กระบวนการผลิตสิ่งพิมพ์
– ความสำคัญของค่าสี RGB และ CMYK
– COLOUR CHART กับโรงพิมพ์
– งานพิมพ์สีเขียว (Green Printing Knowledge)
แผนทิี่ / ติดต่อเรา – สำนักงานกรุงเทพฯ
– โรงพิมพ์สินสาคร



1. SOY INK หมึกพิมพ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เมื่อเอามือลูบแล้วไม่มีหมึกพิมพ์ติดมือ จมูกสูดดมก็ไร้กลิ่น แถมยังไม่มีสารก่อมะเร็งสามารถนำมารีไซเคิลได้ ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญคือยังคงคุณภาพงานพิมพ์ได้อย่างครบถ้วน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นคุณสมบัติของ “หมึกพิมพ์จากน้ำมันพืช”
เรื่องราวของหมึกพิมพ์อาจไม่ได้อยู่ในความสนใจของใครหลายคน หากไม่ได้บอกว่า หนังสือพิมพ์และแมกกาซีนแทบทุกฉบับในสหรัฐอเมริกาพิมพ์โดยใช้หมึกพิมพ์ที่มี ส่วนผสมของน้ำมันถั่วเหลือง (soy ink) ทั้งหมด เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในกัมพูชาที่เลือกใช้หมึกพิมพ์ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันพืช (vegetable ink) โดยปราศจากส่วนผสมของสารเคมี นี่คือความจริงที่ผู้บริโภคหลายล้านคนอาจจะไม่เคยได้ล่วงรู้มาก่อน และอาจไม่เคยแม้แต่จะใส่ใจเลยด้วยซ้ำ หากสังคมไม่จุดกระแสเกี่ยวกับความปลอดภัยในการบริโภคและห่วงใยในสิ่งแวดล้อมขึ้นมาเสียก่อน ก่อนหน้านี้หมึกพิมพ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการพิมพ์นั้นมีส่วนผสมหลักๆ คือ ผงหมึกและปิโตรเลียม โดยผงหมึกมีสองประเภทให้เลือกใช้ คือ ผงหมึกเคมีและผงหมึกจากหินสีที่มีอยู่ในธรรมชาติ

ยุคหนึ่งในสหรัฐอเมริกาถือเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ปิโตรเลียม อันเป็นส่วนผสมของหมึกพิมพ์ที่เชื่อกันว่าเป็นที่มาของสาร VOCs (Volatile Organic Compounds) ซึ่งก่อมะเร็งให้กับมนุษย์ การตัดสินใจเปลี่ยนจากการผสมปิโตรเลียมมาเป็นน้ำมันถั่วเหลืองและผงหินสีธรรมชาติ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมการพิมพ์ไปอย่างมากเลยทีเดียว อย่างน้อยที่สุดก็คือการที่ผู้อ่านไม่ได้กลิ่นสีหมึกและไม่มีหมึกติดมือหรือที่เรียกว่า rub off ทุกครั้งเมื่อหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน
ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทย เป็นช่วงที่โฉมหน้าหมึกพิมพ์ในไทยได้ เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวโด่งดัง จึงทำให้น้อยคนนักที่จะรู้จัก ทองดี ศรีกุลศศิธร ทว่าบุคคลท่านนี้เป็นที่รู้จักกันดีในวงการสิ่งพิมพ์ ในฐานะของผู้จำหน่ายกระดาษ เครื่องจักร และหมึกพิมพ์รายใหญ่รายหนึ่งของไทย และคุณทองดีนี่เองที่เป็นบุคคลสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เพียงแค่การหยิบหนังสือพิมพ์ที่มีให้บริการบนเครื่องบินขึ้นมาอ่านระหว่าง บินจากเยอรมนีกลับประเทศไทย ทำให้คุณทองดีสัมผัสได้ถึงหมึกพิมพ์ติดมือและกลิ่นของหมึกพิมพ์ที่นับว่ามีกลิ่นแรงจน “ฉุน” แต่เมื่อเปรียบเทียบกับหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์จากต่างประเทศบางฉบับกลับไม่มี ทั้งสีและกลิ่นให้ได้สัมผัส ประกอบกับการเป็นลูกเขยของตระกูลที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้จำหน่ายหมึกรายใหญ่ อย่างเจริญอักษร และได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการ C.A.S. Ink and Equipment ในเวลานั้นด้วยแล้ว ทำให้ในที่สุด คุณทองดีจึงผันตัวมาเป็นผู้คิดค้นสูตรหมึกพิมพ์แบบใหม่ที่ทดแทนปิโตรเลียม ด้วยน้ำมันพืชแทนการใช้น้ำมันถั่วเหลืองทั้งหมดอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่ มีราคาแพงกว่า นอกจากนี้คุณทองดียังได้เข้าศึกษาดูงานในโรงงานผลิตหมึกพิมพ์ยักษ์ใหญ่ใน ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นเวลาหลายปี แน่นอนความสำเร็จไม่ได้ทอดสะพานให้คุณทองดีข้ามไปหามันได้ง่ายๆ เพราะต้องฝ่าฟันอุปสรรคที่มาพร้อมกับความผิดพลาดหลายประการกว่าจะได้สูตร หมึกพิมพ์ที่ลงตัว และขายได้จริงในเวลาต่อมา

เมื่อลองผิดลองถูกโดยสกัดน้ำมันที่ได้จากเมล็ดทานตะวันหรืองา พื่อทดแทนน้ำมันถั่วเหลืองที่มีราคาสูงเกินไปสำหรับตลาดโรงพิมพ์ทั่วไป สุดท้ายคุณทองดีก็ค้นพบสูตรลับที่เขาเปิดเผยว่าได้เลือกสกัดน้ำมันจากพืช หลายชนิดด้วยกัน แล้วนำมาผสมกับน้ำมันถั่วเหลืองที่ใช้อยู่แต่เดิม เมื่อได้สูตรสำเร็จแล้วเขาจึงจดสิทธิบัตรภายใต้ชื่อ Bio-Hybrid Technology ถึงกระนั้น หมึกพิมพ์ธรรมชาติอย่าง Soy Ink ก็ยังได้รับความนิยมไม่มากเท่าที่ควร เนื่องจากราคาต้นทุนที่สูงกว่าหมึกพิมพ์เคมีมาก แต่หากลองนึกถึงความคุ้มค่า และผลระยะยาวที่ได้รับทั้งสุขภาพดีปลอดมะเร็งร้าย และสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยจากมลพิษ คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตและผู้บริโภคแล้วว่า คุณจะเลือกอะไร…

2. FSC คืออะไร

ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากไม้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่วัตถุดิบไม้ที่นำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์เหล่านั้นกลับร่อยหรอลงทุกขณะ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากไม้ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนาจึงประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ก่อให้เกิดปัญหาการลักลอบนำไม้จากป่าตามธรรมชาติมาใช้เป็นวัตถุดิบ จากความจำเป็นในการใช้ไม้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าต่างๆ ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้นานาชาติต่างวิตกกังวลว่า ป่าไม้จากแหล่งธรรมชาติจะหมดไปจากโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอื่นตามมา จึงได้มีการจัดตั้งองค์กร FSC (Forest Stewardship Council) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มต่างๆ จากทั่วโลก อาทิ กลุ่มนักอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ผู้ค้าไม้ ผู้ผลิตสินค้าจากไม้ ประชาชนในท้องถิ่น และองค์กรผู้ให้การรับรองไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ เพื่อจัดทำระบบการรับรองไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เป็นการรับประกันว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ได้รับการประทับเครื่องหมาย FSC เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไม้จากป่าธรรมชาติหรือแปลงปลูกป่าที่มีการจัดการป่า อย่างถูกต้องตามหลักการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักการสำคัญคือ ความถูกต้องตามกฎหมายของประเทศที่ผืนป่านั้นตั้งอยู่ สิทธิในการใช้ที่ดินบนผืนป่านั้น สิทธิของชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในป่านั้น การใช้ประโยชน์จากป่าไม้ให้คุ้มค่าที่สุด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การกำหนดแผนการจัดการป่าอย่างเหมาะสม รวมทั้งระบบการควบคุมดูแลรักษาสภาพผืนป่าและการกำหนดแผนการปลูกป่าทดแทน เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อยืนยันว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ประทับเครื่องหมาย FSC มิได้มาจากการทำลายป่าธรรมชาติ สำหรับขั้นตอนการรับรองไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ต้องมีการตรวจสอบป่าหรือแปลงปลูกป่าซึ่งเป็นที่มาของไม้ โดย FSC เป็นผู้ทำหน้าที่ในการออกกฎระเบียบและหลักเกณฑ์ในการประเมินตลอดจนติดตามการทำงานขององค์กรอิสระ (Certified Bodies) ที่ FSC ได้แต่งตั้งขึ้นเพื่อให้ทำหน้าที่แทน FSC ในการตรวจสอบป่าและออกใบรับรอง

สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบป่าที่ต้องการใบรับรองจาก FSC มีกระบวนการสำคัญ ดังนี้
  • ยื่นความจำนงผู้จัดการป่าที่ต้องการใบรับรองจาก FSC สามารถแสดงความจำนง และยื่นใบสมัครต่อองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบป่า เพื่อให้เข้าตรวจสอบป่าในความรับผิดชอบของตนในขั้นตอนนี้ทางผู้ตรวจสอบจะตรวจสอบกับผู้จัดการป่า เพื่อพิจารณาว่าป่านั้นจะต้องใช้ใบรับรองประเภทใดตลอดจนแจ้งค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ หลังจากนั้นอาจมีการจัดคณะผู้ตรวจสอบเข้าหารือกับคณะผู้จัดการป่า เพื่อทำการตรวจสอบการบริหารงานป่าในขั้นต้นว่ามีจุดใดต้องปรับปรุงก่อนการตรวจสอบจริง
  • คณะผู้จัดการป่าส่งเอกสารแผนการดำเนินงานของป่าและเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแก่องค์กรผู้ตรวจสอบ เพื่อพิจารณาแผนการดำเนินงานทุกขั้นตอนว่าเป็นไปตามมาตรฐานของ FSC หรือไม่อย่างไร ตรวจสอบสถานที่ที่คณะผู้ตรวจสอบเข้าไปประเมิน โดยตรวจสอบทั้งพื้นที่ที่กำลังมีการตัดไม้ แหล่งน้ำ และพื้นที่ปลูกไม้ว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่
  • การออกใบรับรอง คณะผู้ตรวจสอบยื่นรายงานการตรวจสอบให้แก่คณะผู้เชี่ยวชาญ เพื่อลงความเห็นว่าควรให้การรับรองป่าผืนนั้นหรือไม่และหากจะให้การรับรอง มีประเด็นใดที่ต้องทำการปรับปรุงเพิ่มเติมหรือไม่ การติดเครื่องหมายไม้ในป่าที่ได้รับการรับรองแล้วจะติดเครื่องหมาย FSC ก่อนถูกแยกออกจากไม้ทั่วไปในทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่ในป่า โรงเลื่อย จนถึงโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ไม้ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีไม้อื่นเข้ามาปะปน
  • การทบทวนการออกใบรับรอง FSC ใบรับรองมีอายุประมาณ 1 – 5 ปี ในช่วงดังกล่าวจะมีการตรวจสอบผืนป่าที่ได้รับใบรับรองทุกปี นอกจากนี้ยังอาจมีการสุ่มตรวจนอกเหนือจากการตรวจประจำปีด้วย

ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าที่ได้รับการรับรองจาก FSC รวมกันกว่า 90 ล้านไร่ และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกระแสการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ทวีความสำคัญขึ้นทุกขณะ ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศผู้ส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้จึงต้องตระหนักถึงความสำคัญ ของการได้รับการรับรองว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ตนผลิตขึ้นนั้น มีวัตถุดิบจากป่าที่มีระบบการจัดการที่มีความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ที่สำคัญแห่งหนึ่งของ โลกจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการรับรองไม้ เพราะในอนาคตคาดว่าประเทศผู้นำเข้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ จะยกประเด็นเรื่องการรับรองไม้มาเป็นข้อกีดกันทางการค้ามากขึ้น ในขณะที่ป่าไม้ในประเทศคู่แข่งสำคัญของไทย ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ล้วนแต่ได้รับการรับรองจาก FSC แล้วทั้งสิ้น

3. คิดก่อนใช้…ใช้กระดาษรีไซเคิล
ปริมาณความต้องการบริโภคเยื่อกระดาษภายในประเทศและตลาดต่างประเทศขยายตัว สูงขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป แต่อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษกลับต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบและวัตถุดิบมีราคาสูง โดยเฉพาะไม้ยูคาลิปตัสซึ่งถือเป็นวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตเยื่อกระดาษมากที่สุดเมื่อเทียบกับวัตถุดิบผลิตเยื่อกระดาษประเภทอื่นๆ อาทิ ปอแก้ว ชานอ้อย ไผ่ ซึ่งในอนาคตปัญหาการขาดแคลนไม้ยูคาลิปตัสในอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจรวมทั้งการขยายตัวในธุรกิจสิ่งพิมพ์และการบริโภคส่วนบุคคลที่สูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้กระดาษเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องมีการผลิตกระดาษเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

โดยปกติแล้วคนไทยใช้กระดาษเฉลี่ย 34 กก./คน/ปี ปริมาณการบริโภคกระดาษที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ กระดาษจากสำนักงาน กระดาษคอมพิวเตอร์ กระดาษอัดสำเนา ซองจดหมาย กระดาษหนังสือพิมพ์ เป็นต้น ซึ่งกระดาษเหล่านี้ยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกด้วยการรีไซเคิล ในการผลิตกระดาษจากเยื่อบริสุทธิ์ 1 ตัน ต้องใช้ไม้ยูคาลิปตัสอายุ 5 ปี จำนวน 17 ต้น ใช้กระแสไฟฟ้า 4,100 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ใช้น้ำ 31,500 ลิตร และมีการปล่อยคลอรีนเป็นของเสียสู่สิ่งแวดล้อมประมาณ 7 กิโลกรัม แต่ถ้าผลิตกระดาษจากกระดาษรีไซเคิล ก็จะลดขั้นตอนและพลังงานในการผลิตลง โดยการผลิตกระดาษ 1 ตันจากเศษกระดาษ จะลดการตัดต้นไม้ลง 17 ต้น ลดการใช้กระแสไฟฟ้า 1,000 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ลดการใช้น้ำมันเตา 300 ลิตร ลดการใช้น้ำ 20 ลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ยังลดการใช้สารคลอรีนฟอกเยื่อกระดาษได้ถึง 5 กิโลกรัม ลดการนำเข้ากระดาษจากต่างประเทศ 25,000 บาท ลดขยะกระดาษ 1 ตัน ลดค่ากำจัดขยะ 1,000 บาท และเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ในการนำกระดาษมารีไซเคิลได้ 12,000 บาท

สำหรับกระดาษรีไซเคิลที่ใช้ในแวดวงการพิมพ์นั้น คือ กระดาษ Freelife Vellum ซึ่งเป็นกระดาษที่ใช้วัตถุดิบจากกระดาษที่ใช้แล้ว (Recycle Paper) 40% ผสมกับเยื่อกระดาษที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 55% และเยื่อใยฝ้ายธรรมชาติ 5% Freelife Vellum นับเป็นกระดาษที่ช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติ เพราะเยื่อกระดาษที่นำมาใช้ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตาม มาตรฐาน FSC และสถาบันสิ่งแวดล้อมแห่งยุโรป (European Ecology) กระดาษ Freelife Vellum นี้ ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้สามารถใช้พิมพ์ด้วยระบบต่างๆ ได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นออฟเซ็ท, กราเวียร์, เฟล็กโช่ หรือซิลค์สกรีน อีกทั้งยังสามารถใช้เทคนิคหลังการพิมพ์ได้หลายแบบ ทั้งการปั๊มไดคัท, ปั๊มนูน, ฟอยล์ และสปอตยูวี เป็นต้น

© 2012 Plan Printing Co., Ltd. All rights reserved.