หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา – ประวัติความเป็นมา
– Corporate Social Responsibility (CSR)
– รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ
บริการ
ตัวอย่างผลงาน – หนังสือปกแข็ง
– หนังสือเล่ม
– รายงานประจำปี
– ปฏิทิน
– วารสารและจดหมายข่าว
– แค๊ตตาล็อก โบรชัวร์ แผ่นพับ
– บรรจุภัณฑ์
ความรู้เรื่องงานพิมพ์ – ความหมาย และความเป็นมาของกระดาษ
– วิวัฒนาการของการพิมพ์
– กระบวนการผลิตสิ่งพิมพ์
– ความสำคัญของค่าสี RGB และ CMYK
– COLOUR CHART กับโรงพิมพ์
– งานพิมพ์สีเขียว (Green Printing Knowledge)
แผนทิี่ / ติดต่อเรา – สำนักงานกรุงเทพฯ
– โรงพิมพ์สินสาคร



วิวัฒนาการการพิมพ์เริ่มจากยุคโบราณเมื่อมนุษย์รู้จักการสื่อสารกันด้วย ภาพวาด และการเขียนสัญลักษณ์ ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นตัวอักษรภาพ และตัวอักษรที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน การพิมพ์ได้เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศจีน มีการสร้างแม่พิมพ์โดยแกะสลักตัวอักษรหรือภาพลงบนท่อนไม้ ก้อนหิน งาช้าง หรือกระดูกสัตว์ แล้วนำแม่พิมพ์ที่ได้ไปกดลงบนดินเหนียว ขี้ผึ้ง หรือครั่ง ปรากฏเป็นตัวอักษรหรือภาพตามแม่พิมพ์ และเมื่อมีการคิดค้นการทำกระดาษขึ้น การพิมพ์ก็ยิ่งพัฒนาขึ้นตามลำดับ
วิวัฒนาการการพิมพ์พื้นนูน (Relief Printing)
ประมาณ ค.ศ.170 ชาวจีนได้คัดลอกตำราและรูปโดยแกะสลักตัวอักษรและรูปบนแผ่นหินโดยให้ส่วนที่ เป็นตัวอักษรหรือลายเส้นนูนขึ้น แล้วนำกระดาษมาทาบ ใช้ถ่านถูจนเกิดภาพหรือตัวอักษรบนกระดาษ ประมาณ ค.ศ. 400 ชาวจีนชื่อ ไหว่ตัง ได้คิดค้นทำหมึกได้สำเร็จ จึงมีการนำตราประทับซึ่งใช้ท่อนไม้หรือก้อนหินมาแกะทำเป็นแม่พิมพ์ จุ่มหมึกแล้วประทับบนกระดาษและวัสดุอื่นๆ จากการทำตราประทับเล็กๆ ได้มีการทำแม่พิมพ์ที่ใหญ่ขึ้น มีข้อความและภาพมากขึ้น และสามารถนำแม่พิมพ์ดังกล่าวมาจุ่มหมึกทำสำเนาบนวัสดุต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก การพิมพ์ลักษณะนี้เรียกว่า การพิมพ์บล็อกไม้ (Wood Block Printing) ต่อมา ค.ศ. 1040 ชาวจีนชื่อ ไป่เช็ง ได้คิดค้นการแกะตัวอักษรบนแท่งดินเหนียว นำไปผึ่งแดดแล้วเผา เมื่อต้องการใช้ก็นำอักษรบนแท่งดินเหนียวมาเรียงเป็นข้อความที่ต้องการ แล้วใช้เป็นแม่พิมพ์สำหรับพิมพ์ ใน ค.ศ. 1400 ชาวเกาหลีได้ประดิษฐ์ตัวพิมพ์ทำจากโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุกได้สำเร็จ ทำให้ตัวพิมพ์มีความแข็งแรงมากขึ้น

ทางด้านยุโรป ใน ค.ศ.1455 โยฮัน กูเตนเบิร์ก (Johann Gutenberg) ได้ประดิษฐ์ตัวพิมพ์โลหะผสมได้สำเร็จเช่นกัน นอกจากนี้ กูเตนเบิร์กยังได้พัฒนาเครื่องพิมพ์ หมึกพิมพ์ กระดาษที่ใช้พิมพ์ และกรรมวิธีในการพิมพ์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จึงได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการพิมพ์” การพิมพ์พื้นนูนที่เรียกว่าเล็ตเตอร์เพรสส์ (Letter Press) ได้รับความนิยมมากขึ้น มีการตั้งโรงพิมพ์ขึ้นตามเมืองใหญ่ๆ และเผยแพร่ไปทั่วทวีปยุโรปและอเมริกา

เครื่องจักรที่ใช้พิมพ์แบบพื้นนูนในยุคแรกๆ อาศัยแรงงานในการทำงานเป็นหลัก เป็นเครื่องแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ต่อมาได้มีการพัฒนาเครื่องพิมพ์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ใน ค.ศ. 1799 วิลเลียม นิโคลสัน (William Nicholson) ได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำในการทำงานได้สำเร็จ ในช่วงแรกเครื่องพิมพ์มีลักษณะการป้อนกระดาษแบบแผ่น ต่อมาจึงได้มีการคิดค้นประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ที่ป้อนกระดาษแบบเป็นม้วนได้ สำเร็จ และมีการทำแม่พิมพ์ผิวนูนจากยางธรรมชาติ

วิวัฒนาการการพิมพ์พื้นลึก (Recess Printing)
ลักษณะการพิมพ์พื้นลึกจะต่างกับการพิมพ์พื้นนูนคือ ส่วนที่เป็นภาพที่ต้องการให้ปรากฏหมึกพิมพ์จะเป็นร่องลึกลงไปในแม่พิมพ์ เพื่อขังหมึกไว้แล้วส่งผ่านให้วัสดุใช้พิมพ์ต่อไป ชาวจีนเป็นผู้ริเริ่มการพิมพ์ด้วยกรรมวิธีนี้ โดยแกะท่อนไม้เป็นร่องลึกและใช้เป็นแม่พิมพ์ ต่อมา มาโช ฟินิเกอรา (Maso Finigura) ชาวอิตาเลียนได้ใช้แผ่นทองแดงเป็นแม่พิมพ์แทนท่อนไม้ตามแบบของชาวจีน และเรียกกรรมวิธีการพิมพ์นี้ว่า การพิมพ์อินทาโย (Intaglio) ในช่วงแรกการทำแม่พิมพ์ใช้วิธีแกะสลักบนแผ่นโลหะ ต่อมาได้ใช้วิธีการเคลือบแผ่นโลหะด้วยสารที่ทนต่อการกัดกร่อนของกรด จากนั้นใช้เหล็กขูดสารเคลือบบริเวณที่ต้องการสร้างภาพ แล้วใช้กรดกัดจนเกิดเป็นร่องลึกตามบริเวณที่ถูกขูด

ใน ค.ศ. 1844 วิลเลียม เฮนรี ฟอกซ์ ทาลบอท (William Henry Fox Talbot) ได้นำเทคนิคการสร้างภาพผ่านแผ่นสกรีนกระจกมาทำเป็นแม่พิมพ์โลหะ และเรียกกรรมวิธีนี้ว่า โฟโตกราวัวร์ (Photogravure) การพัฒนาระบบกราวัวร์นี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประดิษฐ์เครื่องกราวัวร์ป้อนกระดาษแบบม้วนด้วยความเร็วสูง เรียกว่า โรโตกราวัวร์ (Rotogravure) ใน ค.ศ. 1880 และต่อมาได้มีการประดิษฐ์เครื่องกราวัวร์แบบป้อนแผ่นขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1913 การพิมพ์ระบบกราวัวร์ยังคงมีอยู่จนปัจจุบันนี้ เหมาะสำหรับการพิมพ์งานที่มีปริมาณมาก

นอกจากนี้ยังมีการพิมพ์พื้นลึกอีกประเภทหนึ่งคือ การพิมพ์แพด (Pad Printing) แม่พิมพ์แพดเป็นแม่พิมพ์แบบพื้นลึกทำจากโลหะหรือพอลิเมอร์ หลักการพิมพ์ของการพิมพ์ลักษณะนี้คือเมื่อแม่พิมพ์รับหมึกก็จะถ่ายหมึกให้ ตัวกลางซึ่งทำจากยางซิลิโคนที่เรียกว่า แพด (Pad) แพดจะถ่ายโอนหมึกให้กับวัสดุใช้พิมพ์อีกทอดหนึ่ง

วิวัฒนาการการพิมพ์พื้นราบ (Planographic Printing)
ใน ค.ศ. 1798 อะลัว เชเนเฟเดอร์ (Alois Senefelder) ชาวโบฮีเมียนได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์หิน (Lithography) ซึ่งเป็นการพิมพ์พื้นราบ โดยทำภาพที่ต้องการรับหมึกบนแม่พิมพ์หินให้เป็นไข แล้วใช้น้ำผสมกาวกระถินลูบบนแม่พิมพ์หินดังกล่าว น้ำที่ผสมกาวกระถินจะไม่เกาะบริเวณไข และเมื่อคลึงหมึกลงบนแม่พิมพ์ หมึกมีคุณสมบัติเป็นน้ำมันจะไม่เกาะติดบริเวณที่เป็นน้ำ แต่จะไปเกาะติดบริเวณที่เป็นภาพซึ่งเป็นไข เมื่อนำแผ่นกระดาษมาทาบบนแม่พิมพ์ก็จะเกิดภาพบนกระดาษนั้น และให้ภาพที่คมชัดสวยงามกว่าระบบการพิมพ์อื่นในยุคนั้น

ใน ค.ศ. 1905 ชาวอเมริกันชื่อ ไอรา วอชิงตัน รูเบล (Ira Washington Rubel) ได้ค้นพบวิธีทำให้ภาพคมชัดขึ้นโดยบังเอิญ คือ แทนที่จะให้กระดาษรับหมึกโดยตรงจากแม่พิมพ์ ก็นำผ้ายางมาเป็นตัวรับหมึกจากแม่พิมพ์ก่อน แล้วผ้ายางจึงกดทับถ่ายหมึกที่เป็นภาพพิมพ์ไปยังกระดาษอีกที เนื่องจากผ้ายางมีความนิ่ม การส่งถ่ายหมึกจึงสมบูรณ์ เรียกการพิมพ์ในลักษณะนี้ว่า การพิมพ์ออฟเซ็ต (Offset Printing)

การพิมพ์ระบบออฟเซ็ตมีการพัฒนาในหลายด้าน มีการใช้แม่พิมพ์เป็นแผ่นโลหะ เคลือบสารไวแสงลงบนแม่พิมพ์ ปรับปรุงการสร้างภาพบนแม่พิมพ์ที่มีความละเอียดสูงขึ้น มีการคิดค้นการพิมพ์ออฟเซ็ตแบบไร้น้ำ อีกทั้งยังมีการพัฒนาเครื่องพิมพ์ให้พิมพ์งานเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น คุณภาพงานพิมพ์ดีขึ้น พิมพ์สอดสีได้ในการพิมพ์ครั้งเดียว มีทั้งเครื่องพิมพ์แบบป้อนแผ่น และเครื่องพิมพ์แบบป้อนม้วน เนื่องจากคุณภาพงานพิมพ์ที่ดีและมีความคล่องตัวสูง การพิมพ์ระบบออฟเซ็ตจึงเป็นที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน

วิวัฒนาการการพิมพ์พื้นฉลุ
การพิมพ์พื้นฉลุมีมาตั้งแต่ยุคโบราณโดยทำแม่พิมพ์แบบง่ายๆ ด้วยการตัดเจาะกระดาษหรือวัสดุอื่นเป็นช่องตามลักษณะของรูปที่ต้องการ ทาบแม่พิมพ์ลงบนวัสดุที่ต้องการพิมพ์แล้วใช้หมึกพ่นหรือปาดบนแม่พิมพ์ การพิมพ์แบบนี้ว่า การพิมพ์สเตนซิล (Stencil Printing)

ต่อมามีการพัฒนากระดาษให้มีความทนทานมากขึ้น จึงมีผู้นำกระดาษไปเคลือบไขแล้วใช้โลหะปลายแหลมทิ่มด้วยมือลงบนกระดาษไขเป็น รูเล็กๆ เรียงกันให้เป็นภาพขึ้น ถึงแม้จะทำให้ได้งานที่ดีขึ้นแต่เป็นงานที่ต้องใช้ฝีมือและเวลาในการทำ ใน ค.ศ. 1876 โทมัส เอดิสัน (Thomas Edison) ได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ที่ใช้หลักการดังกล่าวได้สำเร็จ เรียกว่า เครื่องพิมพ์โรเนียว หรือเครื่องทำสำเนาสเตนซิล (Stencil Duplicator) และยังได้ประดิษฐ์ปากกาสเตนซิล (Stencil Pen) สำหรับใช้แทนโลหะปลายแหลม ต่อมามีการพัฒนาวิธีสร้างภาพบนกระดาษไขโดยใช้วิธีการฉายแสงซึ่งเป็นวิธีที่ ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ย้อนกลับไปในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชาวญี่ปุ่นได้ใช้เส้นผมของคนและกาวมาทำแม่พิมพ์แบบฉลุขึ้น เรียกกรรมวิธีการพิมพ์นี้ว่า การพิมพ์แฮร์สเตนซิล (Hair Stencil) ต่อมาได้มีการใช้เส้นไหมซึ่งมีความคงทนกว่ามาใช้ทำแม่พิมพ์ เรียกกรรมวิธีนี้ว่า การพิมพ์ซิลค์สกรีน (Silkscreen Printing) การพิมพ์ซิลค์สกรีนได้แพร่เข้าไปในยุโรปเป็นที่นิยมทั้งในฝรั่งเศสและอังกฤษ และยังเผยแพร่ไปยังทวีปอเมริกา ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาร์ลส์ เนลสัน โจนส์ (Charles Nelson Jones) ชาวอเมริกัน ได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ซิลค์สกรีนขึ้นสำเร็จ ทำให้การพิมพ์สกรีนผลิตงานได้รวดเร็วขึ้น ในปัจจุบันมีการใช้ผ้าใยสังเคราะห์แทนผ้าไหมในการทำแม่พิมพ์ แล้วใช้สารไวแสงเคลือบก่อนที่จะนำภาพต้นแบบทาบและสร้างภาพด้วยการฉายแสง

วิวัฒนาการการพิมพ์ดิจิตอล (Digital Printing)
เมื่อมีการพัฒนาด้านคอมพิวเตอร์ ใน ค.ศ. 1945 เครื่องพิมพ์ที่ต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ ใช้พิมพ์เฉพาะตัวอักษรโดยไม่ได้เน้นความสวยงาม ประมาณ ค.ศ. 1979 ได้มีการจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเรียกว่า ไมโครคอมพิวเตอร์ และเครื่องพิมพ์ที่ต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์ หรือพริ้นเตอร์ก็ได้มีการพัฒนาด้วยเช่นกัน เริ่มจากการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องพริ้นเตอร์โดยใช้หลักการพิมพ์แบบต่างๆ เช่น การพิมพ์แบบถ่ายโอนความร้อน (Thermal Transfer Printing) การพิมพ์แบบพ่นหมึก/อิงค์เจ็ท (InkJet Printing) และการพิมพ์แบบไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Printing) ซึ่งเครื่องพิมพ์แบบไฟฟ้าสถิตที่ใช้ลำแสงเป็นแสงเลเซอร์จะเรียกว่า เครื่องพิมพ์เลเซอร์ หรือเลเซอร์พริ้นเตอร์ (Laser Printer)

อนึ่ง พริ้นเตอร์ที่ใช้หลักการตามที่กล่าวมานี้ต่างได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพดี ขึ้นเรื่อยๆ และสามารถพิมพ์สอดสีได้ภาพที่มีสีสันใกล้เคียงต้นฉบับ แต่มีข้อเสียคือได้ผลผลิตต่ำเมื่อเทียบกับเครื่องพิมพ์ระบบออฟเซ็ต จน ค.ศ. 1993 ได้มีการจำหน่ายพริ้นเตอร์ความเร็วสูงชื่อ E-Print 1000 ซึ่งได้รับการพัฒนาจนถึงปัจจุบันโดยใช้ชื่อ HP Indigo ส่วนบริษัทหลายๆ แห่ง เช่น Xerox, Canon, Minolta ได้ออกแบบเครื่องพริ้นเตอร์ความเร็วสูงโดยใช้หลักการของเครื่องถ่ายเอกสารสี แบบเลเซอร์ นอกจากนี้ยังมีระบบการพิมพ์อีกแบบหนึ่งที่ใช้เครื่องพิมพ์ออฟเซ็ตมาดัดแปลง โดยสร้างแม่พิมพ์บนโมลเพลทจากข้อมูลในคอมพิวเตอร์ก่อนทำการพิมพ์ การพัฒนาการพิมพ์ในระบบดิจิตอลยังคงพัฒนาต่อไปเพื่อคุณภาพที่ดีขึ้น ความเร็วในการพิมพ์ที่สูงขึ้น และค่าใช้จ่ายต่อแผ่นพิมพ์ที่ถูกลง

© 2012 Plan Printing Co., Ltd. All rights reserved.